H for Hand, F for Foot, M for Mouth!Posted on Fri 5 Mar 2010 22:48
H for Hand, F for Foot, M for Mouth ถ้าเขียนแบบนี้ อ่านแยกๆกัน มันก็ไม่ได้มีความหมายพิเศษใดๆเลย หรือถ้าเขียนตัวย่อ สลับกันกลายเป็น FHM หนังสือนิตยสารสำหรับคุณผู้ชาย แต่พอเขียนเป็น hand-foot-mouth แล้วเติม disease เข้าไปนี่สิคะ เจอปุ๊ป โรงเรียนปิดปั๊ปเลยนะ ฮ่าๆๆๆๆๆ
ลักษณะตุ่มที่มือ เท้า เขา ข้อศอก จะเป็นตุ่มน้ำใส แต่ไม่แตกออก ส่วนในปากจะแตกออกเป็นสีขาวๆแทนใสๆ (หม่ามี๊ถ่ายมาหลายรูป กะเอามาใช้สอนเด็กปีหน้า... พลิกวิกฤตเป็นโอกาสสุดๆ)
พูดให้ฮาไปงั้นแหละ จริงๆฮาไม่ออก เพราะว่าพี่ไทเป็น hand-foot-mouth อีกแล้ว ยังไม่ครบรอบปีเลย โรคเดิมกลับมาอีกครั้ง พี่ไทเป็นโรคนี้ครั้งนึงแล้วปีที่แล้วเดือนเมษา ที่จำได้แม่น เพราะว่าไทแอดมิทด้วยโรคนี้หลังจากที่น้องธิมเกิดแค่ไม่กี่วันเอง โรคนี้เป็นโรคที่เกิดจาก enterovirus ก็เหมือนเราเป็นหวัดนั่นแหละค่ะ จะเป็นในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ อาการต่างจากหวัดตรงที่แทนที่จะเป็นอาการทางทางเดินหายใจ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล แต่กลายเป็นอาการทางผิวหนังแทน จะมีตุ่มน้ำใสขึ้นที่ใต้ผิวหนัง บริเวณในปากและคอ มือ และเท้า ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุให้โรคนี้มีชื่อว่า "Hand-Foot-Mouth" หรือ "มือ เท้า ปาก" นั่นเอง อาการไม่ได้หนักหนาอะไร นอกจากว่าเด็กจะเจ็บแผลในปากจนกินอะไรไม่ได้ แม้แต่น้ำลายก็กลืนไม่ลง จนน้ำลายย้อยกันชนิด bib ก็เอาไม่อยู่ แต่ละคนจะมีอาการมากน้อยต่างกัน และเชื้อมีหลายสายพันธุ์ ทำให้เป็นแล้วเป็นซ้ำอีกได้ อย่างบ้านสองจอ เจ็ตตี้กับเจมี่ เค้าเป็นแล้วยังร่าเริง กินได้ ก็สบายไป รอแค่ 7-10 วันก็หายสนิทแล้ว ส่วนไทนั้นเป็นเด็กกินยากแต่ไหนแต่ไร ปกติก็ไม่ค่อยทานข้าวเท่าไหร่ ทานแต่นม พอยิ่งเจ็บปากนี่ไม่ยอมทานอะไรเลย น้ำก็ต้องอ้อนวอนอย่างแรง เวลาเผลอเค้าจะบอกอยากกินนั่นอยากกินนี่ แต่พอเข้าปากไปปุ๊ป เค้าจะเจ็บ แล้วจะบอกว่า "เองอิ่มแล้ว ไม่เอาๆ" ถ้าโดนคะยั้นคะยอมากๆก็จะร้องงอแง
ยังไม่รู้ชะตากรรมตัวเอง พอช่วงไหนไม่มีไข้ก็ร่าเริงแบบนี้แหละค่ะ
อาการของไทเริ่มเป็นเมื่อวันพุธบ่าย ด้วยอาการมีไข้ ให้ยาลดไข้ก็จะดีขึ้นหน่อย แต่พอหมดฤทธิ์ก็ไข้ขึ้นอีก จนวันพฤหัสก็ไม่หาย คุณยายบอกให้อ้าปาก อ้าปุ๊ปเจอจุด ที่ดูงดงามราวกับดวงดาวบนท้องฟ้าในปากพี่ไท เท่านั้นคุณยายก็รู้แล้วว่ามันมาอีกแล้ว ฮืออออ คุณยายเลยให้อากงขับรถ พาพี่ไทไปหาหมอ โดยหม่ามี๊ไม่รู้ด้วยซ้ำ เพราะว่าหม่ามี๊ไปทำงาน อาม่าโทรมาบอกถึงจะรู้ หมอเห็นมือปุ๊ปมีตุ้ม เท้ามีตุ่ม ชัดและเยอะ ไม่ต้องส่องคอก็บอกได้ละว่า มือ เท้า ปาก แน่ๆ หมอก็ให้ antibiotic (ถึงแม้มันจะฆ่าแบคทีเรีย ไม่ใช่ไวรัส แต่ว่าก็กินช่วยอาการติดแบคทีเรียแทรกซ้อนได้) ให้กิน tempra ลดไข้ แล้วก็ให้พยายามกินให้ได้เท่าที่จะสามารถ ไม่กินอะไรเลยเมื่อไหร่ ไม่ฉี่เมื่อไหร่ หมอบอกเก็บกระเป๋ามานอนโรงพยาบาลได้เลย เพราะว่าเกรงว่าจะ dehydrate ที่สำคัญแยกกันเลี้ยงกับน้องธิมด่วน เพราะว่ามันติดกันได้ง่ายมาก จึงเป็นสาเหตุให้ถ้าโรงเรียนไหนเจอเด็กเป็นจะหยุดโรงเรียนเลย เพื่อตัดตอนไม่ให้โรคระบาดในวงกว้าง แต่อนิจจา คุณพี่ไท ยังไม่ได้ไปโรงเรียนเลย เป็นมันสองรอบแล้วครับ ไม่มีตกยุคเลยจริงๆ
วันศุกร์หม่ามี๊ก็ดูๆ เล็งๆ ว่าทำไงดีว้า วันพฤหัสไทยังพอยอมกินน้ำ แต่วันศุกร์ไม่กินละ สงสัยจะแย่ หม่ามี๊ก็กังวลมาก เพราะว่าวันอาทิตย์ดึกๆต้องเดินทางไปทำงานที่เซี่ยงไฮ้ กลับอีกทีวันพุธดึกเลย ห่วงลูกก็ห่วง งานมันก็ต้องรับผิดชอบ เพราะเดินทางคราวนี้ไม่ได้ออกเอง มีสปอนเซอร์เป็นบริษัทข้างนอกด้วย ถ้าไม่ไปก็ไม่รู้จะทำไง จ่ายเงินคืนเค้าเหรอ มึนๆๆๆ พอกลางวันโทรกลับบ้านมา คุณยายบอกไข้ไม่ลงเลย น้ำก็ไม่กิน เลยบอกไปเลยเหอะ ไปหาหมอเลย เดี๋ยวหม่ามี๊ตามไป หม่ามี๊เลยยกเลิกไม่ไปประชุม แต่กลับไปหาพี่ไทที่โรงพยาบาลแทน
ไปถึงยังไม่ได้ขึ้นห้องเลย คุณยายบ่นมากๆ เพราะว่าโรงพยาบาลทำอะไรช้าเหลือเกิน กว่าจะทำเรื่องส่งตัว กว่ารถจะมารับ ขึ้นห้องมารอน้านนานกว่าจะมาเจาะน้ำเกลือ แต่นะ โรงพยาบาลนี้ใกล้บ้านและดีที่สุดแล้ว และคุณหมอที่ไทกับธิมหาก็น่ารักมากๆ รวมถึงพี่พยาบาลห้องคุณหมอด้วย เลยไม่ไปสาขาสุขุมวิท
เจาะน้ำเกลือคราวนี้ไทร้องนิดหน่อย แต่คนที่หน้าเสียกว่าไทคือพี่หน่อย แม่บ้านชาวพม่าที่คุณยายเอาไปช่วยที่โรงพยาบาล หม่ามี๊เห็นหน้าพี่หน่อยแล้วกลัวเค้าจะเป็นลมมากๆ หน้าเสียอย่างแรง พี่หน่อยบอกว่า"เสียวไส้" อิอิอิ
กับหม่ามี๊และรกทรัคคันใหม่
โชว์ทั้งทรัค ทั้งมือวิเศษ
เจาะน้ำเกลือเสร็จก็กลับห้องมาทำนั่นทำนี่ ยิ่งได้ของเยี่ยมเป็นรถทรัคคันใหม่จากอาม่าแล้ว ไทยิ้มหน้าบ้าน เป็นคนไข้ที่ยิ้มหวานที่สุดในโลกเลย หม่ามี๊เห็นหนูยังร่าเริงก็ดีใจ ที่นอนโรงพยาบาลครั้งนี้ หม่ามี๊ก็บอกไทว่า "ไทไม่ยอมกินน้ำ กินอะไรเลย เลยต้องมากินน้ำเกลือทางมือ เมื่อไหร่ไทยอมกินอะไรบ้าง แผลเริ่มดีขึ้นแล้ว ไทก็กลับบ้านได้นะลูก" พี่ไทก็เข้าใจอย่างดี หม่ามี๊ถามว่าดีขึ้นยัง หายยัง พี่ไทก็บอกว่า "ยังไม่หายเลย"
สลบ หมดแรง
คาดว่าพี่ไทน่าจะอยู่ซักสองคืน โดยพี่ไทเลือกจะให้คุณยายเฝ้าไข้ หม่ามี๊ก็เลยวิ่งไปวิ่งมา ระหว่างบ้านกับโรงพยาบาล ซึ่งห่างกันแค่ห้านาที นี่คือข้อดีมากๆของโรงพยาบาลนี้ เมื่อเย็นกลับจากโรงพยาบาล 6 โมง กลับบ้านมาก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า กินข้าว เอาน้องธิมนอน พอน้องธิมนอนหลับ ก็ให้คุณยายใหญ่เฝ้า (วันนี้ยายใหญ่ท้องเสียหกเจ็ดหนอีกต่างหาก ยังดีมีพี่จีช่วยดูธิม เลยพอปล่อยให้อยู่กันสามคนได้บ้าง) แล้วหม่ามี๊ก็กลับไปที่โรงพยาบาลกับแดดดี้ ไปเล่านิทานให้ไทฟัง เล่นกับไท พอไทเริ่มง่วง ก็พาไทนอน บอกไทว่านอนก่อน พักผ่อนเยอะๆ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้หม่ามี๊กับแดดดี้จะกลับไปหาแต่เช้า แล้วหม่ามี๊กับแดดดี้ก็กลับมาตอนสามทุ่ม อาบน้ำอีกรอบ แล้วค่อยอุ้มน้องธิมมานอนที่ห้อง แล้วก็มาอัพไดอารี่ให้ทุกท่านได้อ่านนี่แหละค่ะ
หวังแต่ว่าไทจะหายทัน กลับจากโรงพยาบาลได้วันอาทิตย์ก่อนขิมบินไปเมืองจีน และน้องธิมจะไม่ติดจากพี่ไท (ความหวังเดียวของหม่ามี๊คือ immunity จากนมแม่นั่นเอง นมแม่สู้ๆ)
คุณยายทั้งหลายที่เมกา คงได้อ่านเรื่องและดูรูปของสองหนุ่มมากขึ้น จะพยายามเขียนบ่อยๆนะคะ เมื่อก่อนขิมเขียนทุกวันเลยค่ะ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ไหวค่ะ หมดแรง :)
Comments
Post your comments
| ||||||||||||||||||||||||
